วันเสาร์ที่ ๒๗ มิถุนายน
วันนี้นัดกับเพื่อนๆ ไว้มาเจอหน้ากัน(เพื่อนสนิทกลุ่มที่คณะ) เพราะไม่ได้เจอหน้ากันนานมาก แล้วคนต้นคิดมาเจอกันก็คือเราเองอันเนื่องมาจากเมื่อสัปดาห์ก่อนว้าวุ่นกับเรื่องของตัวเองมาก..เรื่องงานน่ะ ทำให้อยากเจอเพื่อนๆ สุดๆ
แต่จนมาวันนี้ไม่ได้ไปเจอหน้าเพื่อนๆ ตามที่นัดเนื่องจากเพื่อนคนหนึ่งไม่ว่างขึ้นมากะทันหัน เราที่เหลือก็ไม่อยากนัดเจอกันโดยขาดใครไปคนใดคนหนึ่ง เป็นอันยกเลิก ..
เราเลยมีเวลาไปเดินหาซื้อเสื้อผ้า หนังสือ แวะำไปศิริราชมากะจะำไปซื้อยาร้านที่ซื้อประจำดันปิดแล้วก็ไม่อยากซื้อร้านอื่น .. เสียเที่ยวเบาๆ
ต้องรัีบนอนอีกแล้ว วันพรุ่งนี้ทำงาน .. คงมีสักวันนะ ที่เราไม่ต้องทำงาน .. สักวันที่เราคงบวช
สวัสดี WordPress!!
สวัสดี!! ที่อยู่ใหม่ของเรา ตั้งใจไว้ว่าจะใช้ที่นี่ในการเขียนบลอคใหม่ๆ ล่ะ เบื่อที่อยู่เดิมยังไงบอกไม่ถูก อยากเข้่ามาเขียนในที่ใหม่ๆ บ้าง
หวังว่าเราคงขยันมาเขียน และได้รับอะไรดีๆ จากที่นี่กลับไปด้วยนะ
ขอยกคำพูดคุณดังตฤณมาปิดไว้ในบลอคเพื่อเป็นสิ่งเตือนใจละกันนะ
“เกิดมาในมนุษย์คือโอกาส”
ขอบคุณครับ ทุกๆ คน
วันที่ฉัน..
๑๘ มิถุนายน ๕๒ วันแรกที่ฉันลางาน
เงินเดือนหายไปหนึ่งพันบาท .. ออกจากห้องไปแล้ว นั่งรถเมล์ถึงอนุเสาวรีย์แล้ว แต่ก็ตัดสินใจนั่งรถสายเดิมกลับ .. ปวดหัวมากๆ รู้สึกอยากอาเจียน กลับดีกว่า ได้นอนพัก ได้รู้สึกว่าการดูแลตัวเองสำคัญกว่าเงิน๑๙ มิถุนายน ๕๒ วันแรกที่ฉันเล่นเกมส์กับเพื่อนๆ อย่างสบายใจ
เนื่องจากวันนี้ไม่ได้ทำงาน และพรุ่งนี้ก็ไม่ได้ทำงานเช่นกัน จะเล่นจนเลิกดึกแค่ไหนก็ไม่กลัว รู้สึกสบายใจ .. แต่คงเป็นวันสุดท้ายแล้วมั้งในช่วงนี้ เนื่องจากเดือนหน้าก็ต้องเปลี่ยนวันหยุดใหม่อีกแล้ว .. งาน ..
พูดคำหยาบ
๑๐ พฤษภาคม ๒๕๕๒
เพิ่งค้นพบว่า สำหรับเราแล้วการพูดคำหยาบก็เป็นการคลายเครียดได้อีกวิธีหนึ่งเหมือนกัน
วันนี้หลังเลิกงานเดินออกมาจากตึกแล้วฝนยังตกโปรยๆ ต่อเนื่องมาจากการตกกระหน่ำอยู่
เราเปล่งเสียงพูดขึ้นมาว่า "วันที่ Gu ไม่ได้เอาร่มมา ก็เสือกตก อีด-อก"
แล้วพลันความเครียดที่สะสมมาจากการทำงานทั้งวันก็ค่อยๆ ผ่อนคลายลงไปอย่างประหลาด..
เออ แปลกจริง เพิ่งรู้
งาน จิต ชีวิต แก่นแท้
ล่วงเข้าเดือนที่สามของการทำงานจริงๆ ในชีวิตจริง ยังไม่ได้เขียนอะไรถึงการทำงานอย่างจริงจังเลย ได้แต่คิดไว้ว่าจะเขียนเมื่อจะเขียน .. วันนี้คงถึงเวลานั้นแล้วมั้ง
วันที่เพื่อนร่วมอบรมการทำงานรุ่นเดียวกัน อยู่กลุ่มเดียวกัน สนิทกัน เขากำลังจะลาออก
สิ่งนี้ทำให้เรากลับมาคิดเรื่องการทำงานอย่างจริงจัง ว่า ชีวิตนี้เราอยู่เพื่อทำงาน หรือ เราทำงานเพื่อให้มีชีวิตอยู่กันแน่นะ
ถ้าไม่ได้มองโลกในแง่ดีมากๆ ก็น่าจะมองออกว่าเวลาในชีวิตของคนเราส่วนใหญ่หมดไปกับการทำงาน ทำงาน 5 วัน หยุด 2 วัน คงบวกลบกันเป็น
เราเคยรับสายลูกค้าคนหนึ่ง เราแนะนำเขาถึงสิทธิพิเศษต่างๆ เช่นการดูภาพยนตร์ในราคาพิเศษหรือว่าเป็นส่วนลดที่พักตามสถานที่ท่องเที่ยว ลูกค้าคนนั้นเสียงแข็งตอบกลับมาว่าไม่เคยเลย ไม่สนใจ ไม่เลย ทำงานตลอด ไม่เลย .. สูดหายใจเข้าหนึ่งครั้ง ชีวิตคนเราเกิดมาเพื่ออะไรกัน เพื่อทำงานอย่างเดียวอย่างนั้นเหรอ?
มีคำถามผุดขึ้นในหัวทันที การทำงานอย่างเดียวในชีวิตได้อะไร? ..ไม่รู้คำตอบคืออะไร ไม่รู้ว่าคนที่คิดแบบลูกค้าท่านนั้นคิดผิดหรือคิดถูก หรือว่ามีความสุขหรือมีความทุกข์ หรือมีความภูมิใจหรือน้อยเนื้อต่ำใจ หรือมีความจำเป็น
ความจำเป็นในการหาเงินเพื่อใช้จ่ายในการดำเนินชีวิต การทำงาน > เงิน > มีข้าวกินมีที่อยู่ > มีชีวิต .. คงเป็นแบบนี้ละมั้ง การทำงานกับการมีชีวิตเลยแยกกันไม่ค่อยออก
คงเป็นเพราะแบบนี้พวกผู้ใหญ่จึงมีสายตาเป็นห่วงและกดดัน ในยามที่ลูกหลานตกงาน .. เขาคงกลัวว่าลูกหลานจะไม่มีชีวิต
….
ฉันเห็นบางสิ่งบางอย่างตามท่านอาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตของฉัน สิ่งนั้นคือ เปลือกนอกทั้งหมดของการดำรงอยู่
สุข ทุกข์ เงิน เหนื่อย ดีใจ กังวล เป็นห่วง น้ำเสียง เหตุการณ์ อร่อย ตาย ความคิด คิดมาก โก้หรู ประชด แสลง ประเพณี ล้อเลียน เขินอาย ความรัก เพศสัมพันธ์ โทรศัพท์ ….. ทุกสิ่งทุกอย่าง
ไม่มีอะไรเลย ไม่มีอะไรมีอยู่จริงเลย ไม่มีอะไรที่ตั้งอยู่แล้วไม่ดับไป ทุกสิ่งทุกอย่างเป็นสิ่งที่หลายสิ่งหลายอย่างประกอบกันขึ้น แล้วก็จะสลายไป ประกอบเป็นสิ่งใหม่ และไม่มีสิ่งไหนคงแท้แน่นอน nothing
ทุกวันนี้เรากำลังจมอยู่กับอะไร จมอยู่กับความไม่จริง ความไม่จีรัง เราจมแล้วเราไหลตาม เราจมอยู่ในทุกเรื่อง ถ้าจมอยู่กับความสุข เราก็มีความรู้สึกว่าสุข เบิกบาน ล่องลอย ลืมตัว ถ้าจมอยู่กับความทุกข์ เราจะเศร้า หม่นหมอง หดหู่ มืดบอด
มนุษย์เราสมควรตื่น
ฉันอยากตื่นตลอดเวลา บางทีฉันมีจิตอยู่กับปัจจุบันขณะ ฉันหลงว่าตัวเองตื่น แต่เมื่อเวลามีปัจจัยใดๆ มากระทบจิต ฉันตามสิ่งเหล่านั้น ฉันยังอยู่แค่ระดับสะลึมสะลือจริงๆ
พระพุทธเจ้าคืออาจารย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตฉัน
….
ได้ความคิดที่จะนำไปบอกเพื่อนเพื่อช่วยให้เขาคิดใหม่ในการจะลาออก
..ไม่มีงานไหนไม่มีความกดดันหรือความตึงเครียด เพราะสิ่งเหล่านั้นเป็นชื่อเล่นของความทุกข์ และบนโลกนี้ไม่มีใครที่พ้นจากความทุกข์ไปได้ นอกจาก พระพุทธเจ้า..
มีแต่ความคิดถึง
มีแต่ความคิดถึงจริงๆ .. ไม่มีอะไรที่จะเขียนอย่างจริงจังเลย
คิดถึง.
9 เทคนิคฝึกสมองไบรท์ (เดลินิวส์)
หนึ่งในเก้าเทคนิคที่ได้อ่านวันนี้มีหัวข้อของการเขียนขอบคุณสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันด้วย จึงข้อเขียนขอบคุณอะไรหลายๆ อย่างที่ทำให้เราได้อ่านบทความนี้ ทั้งผู้เขียน หนังสือพิมพ์เดลินิวส์ เวบกระปุกดอทคอม ระบบอินเตอร์เนต โน้ตบุค กระแสไฟฟ้า
ขอบคุณนะ
9 เทคนิคฝึกสมองไบรท์ (เดลินิวส์)
ใครอยากสมองไบรท์ฟังทางนี้ เดลินิวส์ออนไลน์มี 9 เทคนิคฝึกสมองไบรท์มาบอก…
1. จิบน้ำบ่อยๆ (Drink water very often) สมองประกอบด้วยน้ำ 85 % เชลล์สมอง ก็เหมือนต้นไม้ที่ต้องการน้ำหล่อเลี้ยง ถ้าไม่มีน้ำ ต้นไม้ก็เหี่ยว ถ้าไม่อยากให้เชลล์สมองเหี่ยว ซึ่งส่งผลให้การส่งข้อมูลช้า กลายเป็นคนคิดช้าหรือคิดไม่ค่อยออก แต่ละวันจึงควรดื่มน้ำบ่อยๆ
2. กินไขมันดี (Enjoy good Omega 3) คนไม่ค่อยรู้ว่าสมองคือก้อนไขมัน ซึ่งจำเป็นต้องมีไขมันดีไปทดแทนส่วนที่สึกหรอ แนะนำให้กินไขมันดีระหว่างวัน จำพวกน้ำมันปลา สารสกัดใบแปะก๊วยปลาที่มีไขมันดีอย่าง ปลาแซลมอน นมถั่วเหลือง วิตามินรวม น้ำมันพริมโรสเป็นน้ำมันดี ที่ทำให้เชลล์ชุ่มน้ำ ส่วนวิตามินซีกินแล้วสดชื่น
3. นั่งสมาธิวันละ 12 นาที (Meditation 12 min a day) หลังจากตื่นนอนแล้ว ให้ตั้งสติและนั่งสมาธิทุกเช้า วันละ 12 นาที เพื่อให้สมองเข้าสู่ช่วงที่มีคลื่น Theta ซึ่งเป็นคลื่นที่ผ่อนคลายสุด ๆ ทำให้สมองมี Mental Imagery สามารถจินตนาการเห็นภาพและมีความคิดสร้างสรรค์ (ถ้าทำไม่ได้ตอนเช้า) ให้หัดทำก่อนนอนทุกวัน
4. ใส่ความตั้งใจ (Program the brain: have specific intention) การตั้งใจในสิ่งใดก็ตาม เหมือนการโปรแกรมสมองว่านี่คือสิ่งที่ต้องเกิด ระหว่างวันสมองจะปรับพฤติกรรมเราให้ไปสู่เป้าหมายนั้น ทำให้ประสบความสำเร็จในสิ่งต่างๆ เพราะสมองไม่แยกระหว่างสิ่งที่ทำจริงกับสิ่งที่คิดขึ้น ทั้งสองอย่างจึงเป็นเสมือนสิ่งเดียวกัน
5. หัวเราะและยิ้มบ่อยๆ (Laugh and Smile) ทุกครั้งที่ยิ้มหรือหัวเราะ จะมีสารเอ็นโดรฟินซึ่งเป็นสารแห่งความสุข หลั่งออกมาเท่ากับเป็นการกระตุ้น ให้มีความอยากรักและหวังดีต่อคนอื่นไปเรื่อยๆ
6. เรียนรู้สิ่งใหม่ทุกวัน (Learn new thing everyday) สิ่งใหม่ในที่นี้หมายถึง สิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน เช่น กินอาหารร้านใหม่ๆ รู้จักเพื่อนใหม่ อ่านหนังสือเล่มใหม่ คุยกับเพื่อนร่วมงานและเรียนรู้วิธีการทำงานของเขา เป็นต้น เพราะการเรียนรู้สิ่งใหม่ทำให้สมองหลั่งสารเอ็นโดรฟิน และโดปามีน ซึ่งเป็นสารแห่งการเรียนรู้ กระตุ้นให้อยากเรียนรู้และสร้างสรรค์ ไปเรื่อยๆ เมื่อมีความสุขก็ทำให้มีความคิดสร้างสรรค์
7. ให้อภัยตัวเองทุกวัน (Forgive yourself, reduce brain stress) ขณะที่การไม่ให้อภัยตัวเอง โกรธคนอื่น โกรธตัวเอง ทำให้เปลืองพลังงานสมอง การให้อภัยตัวเอง เป็นการลดภาระของสมอง8. เขียนบันทึก Graceful Journal (Write graceful journal, good things in life every day) ฝึกเขียนขอบคุณสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นแต่ละวันลงในสมุดบันทึก เช่น ขอบคุณที่มีครอบครัวที่ดี ขอบคุณที่มีสุขภาพที่ดี ขอบคุณที่มีอาชีพที่ทำให้มีความสุข เป็นต้น เพราะการเขียนเรื่องดีๆ ทำให้สมองคิดเชิงบวก พร้อมกับหลั่งสารเคมีที่ดีออกมา ช่วยให้หลับฝันดี ตื่นมาทำสมาธิได้ง่าย มีความคิดสร้างสรรค์
9. ฝึกหายใจลึกๆ (Deep breath) สมองใช้ออกซิเจน 20 – 25% ของออกซิเจนที่เข้าสู่ร่างกาย การฝึกหายใจเข้าลึกๆ จึงเป็นการส่งพลังงานที่ดีไปยังสมอง ควรนั่งหลังตรงเพื่อให้ออกซิเจนเข้าสู่ร่างกายได้มากขึ้น ถ้านั่งทำงานนานๆ อาจหาเวลายืนหรือเดินยึดเส้นยืดสายเพื่อให้ปอดขยายใหญ่ สามารถหายใจเอาออกซิเจนเข้าปอดได้เพิ่มขึ้นอีก 20 % การมีสมองที่ดีก็เหมือนทักษะทุกอย่างในโลกที่เรียนรู้ได้ แต่จะเก่งหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับการฝึกฝน ถ้าเราดูแลและฝึกฝนสมองให้ดี คุณภาพชีวิตก็จะดีตาม
สิ่งดีๆ ที่น่าทำตาม..
รักและคิดถึง
อัพเดท อัพเดท
ไม่ได้เขียนอะไรนานมากแล้วอ่ะ (คิดถึงว่ะ)
เหตุผลก็มีหลายอย่าง แต่ก็ไม่ต้องไปสนใจดีกว่า เพราะตอนนี้ก็เขียนอยู่แล้วนี่ไงคิดๆ ไปก็ไม่รู้จะเริ่มเล่าอะไรตรงไหนก่อนดี .. เอาเป็นเริ่มด้วยการบอกเพื่อนๆ หลายคนที่เราเคยเข้าไปอ่านบลอคเสมอๆ ว่า ช่วงนี้ไม่ได้ติดตามอ่านเลยอ่ะ .. ซอรี่ๆ
ช่วงนี้ก็จะเรียกได้ว่าทำงานรึเปล่าก็ไม่รู้ เหมือนทั้งทำงานทั้งเรียน เพราะอยู่ในช่วงเทรน ยังไม่ได้ทำงานแบบจริงๆ จังๆ ได้แค่ฝึกๆ แล้วก็มีการสอบด้วย เหมือนจ้างให้มาเรียนเลย เหอๆ
แต่จะว่าไปการไม่เหลือเวลาฟุ่มเฟือยทำให้เรามีความสุขดี ถึงแม้จะทุกข์จากอะไรต่างๆ นานา แต่มันก็เป็นทุกข์ที่เราต้องเจออยู่แล้วในชีวิตประจำวัน เรียกได้ว่าเพราะมีทุกข์จึงมีสุข
(สังเกตมั้ยว่าไม่มีใครมีแต่สุขอย่างเดียว ถ้าไม่อยากมีทุกข์ก็จะไม่มีสุขด้วย = พระพุทธเจ้า)
ตอนนี้เราก็มีความสุขดี เพื่อนๆ ไม่ต้องเป็นห่วงนะ เราก็เรื่อยๆ ไปตามประสา พยายามเดินอย่างก้าวหน้าทุกวันในทุกมิติ
เขียนๆ ไปแล้วก็คิดถึงเพื่อนๆ พี่ๆ น้องๆ ขึ้นมาจับใจ ชีวิตคนเราต่างมาคนละเส้นทาง มีบ้างที่ได้บรรจบกันถือเป็นวาสนา เมื่อบรรจบย่อมมีการจาก แต่ไม่มีใครบอกว่าเจอกันได้เพียงแค่ครั้งเดียว ขอเพียงใจเราต้องการเท่านั้นพอ
คำว่า รัก แต่ละคนซึ้งใจกับคำนี้มากแค่ไหน สำหรับคนที่รู้สึกได้เท่ากับคนที่โชคดีมาก
ฉันซึ้งใจ .. คำว่า รัก ยิ่งใหญ่กว่าคำว่า หนุ่มสาววัยรุ่นมากนัก..
……
ยิ้มไว้เถอะนะ แล้วทุกอย่างมันดีจริงๆ
อยากบอกรักทุกคนจัง..
รักนะ
ความพยายามอยู่ที่ไหน กับ ความสำเร็จที่แท้จริง
ในสมุดเฟรนชิพเมื่อตอน ป.6 ..
ทุกคนคงจำกันได้สำหรับช่องที่ให้ใส่ คติประจำใจ : ……….
คนอื่นๆ เขียนกันว่าอย่างไรบ้าง ประโยคที่เราอ่านเจอบ่อยที่สุดมีอยู่สองประโยค หนึ่ง ทำวันนี้ให้ดีที่สุด สอง ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น
สำหรับของเราเองเป็นคำว่า ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น เราคิดอย่างนั้นจริงๆ ตั้งแต่เด็กจนถึงปัจจุบันในช่อง Quote ใน hi5แต่วันนี้(๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๑)เราได้อ่านหนังสือเล่มหนึ่ง ‘รู้ด้วยจิต’ (ของท่าน พ.นวลจันทร์ สำนักพิมพ์อมรินทร์) ในบท ‘ความสำเร็จที่แท้จริง’
รู้สึกว่ามันกระทบใจ จึงอยากนำบทความของท่าน พ.นวลจันทร์ (ท่านเป็นพระสงฆ์) ในบทดังกล่าวมาวางไว้ในบลอคส่วนตัวที่เหมือนเป็นสื่อใยบางๆ ของสายใยที่พันกันอยู่รอบโลกนี้สักหน่อย
ดังนี้
ความสำเร็จที่แท้จริง
ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่นจริงหรือเปล่า
แท้จริงความพยายามอยู่ที่ไหน ความพยายามก็อยู่ที่นั่น
เมื่อกำลังพยายามอยู่ ก็ต้องอยู่กับความพยายาม
คือรู้ว่ากำลังพยายามอยู่ อย่าไปมุ่งที่ผลสำเร็จ
อย่าไปมุ่งที่ผลของความพยายาม เพราะยังมาไม่ถึงปัจจุบันสำคัญที่สุด ถ้าไม่อยู่กับปัจจุบัน
ใจก็จะรอคอยและร้อนเร่าร้อนรน
พอรอนานเข้า ทนไม่ไหว อาจจะบ่นว่า
"ไหน ไม่เห็นสำเร็จสักที อุตส่าห์พยายามขนาดนี้"
ในที่สุดอาจเลิกทำความเพียร (พยายาม) ไปเลยก็ได้อันที่จริงแล้วถ้าเราสามารถที่จะอยู่กับความเพียร (พยายาม) ได้
นี่แหละคือความสำเร็จที่แท้จริง (เป็นอันดับแรก)
ขอท่านจงเป็นผู้ทำความเพียรเพื่อความเพียรเถิด
จริงอยู่ เป้าหมายเด่นชัด วิธีการย่อมบังเกิด
แต่เมื่อเวลาปฏิบัติการก็ต้องอยู่กับวิธีการ
อยู่กับกระบวนการที่จะไปสู่เป้าหมายนั้น ไม่ใช่ไปมุ่งที่เป้าหมายเป้าหมายควรมี เพราะจะทำให้การปฏิบัติมีทิศทางที่แน่นอนชัดเจน เช่น สมมติว่าเราอยู่กรุงเทพฯ เป้าหมายคือเชียงใหม่
เมื่อมีเป้าหมายแล้ว วิธีการย่อมบังเกิด
เราก็ต้องไปหาวิธีการว่าทำอย่างไรจึงจะไปถึงเชียงใหม่ได้
เมื่อได้วิธีการแล้ว ต่อไปก็เริ่มเดินทาง
และในระหว่างที่เดินทางอยู่ก็ไม่ต้องไปบ่น
หรือเกิดทุกข์ร้อนว่าทำไม่ยังไม่ถึงเชียงใหม่สักที
เมื่อไหร่จะถึงเสียที เป็นต้นการเดินทางเพื่อไปสู่พระนิพพานก็เช่นเดียวกัน
ในระหว่างที่เดินทางอยู่ ก็ชื่อว่ากำลังเดินทางอยู่ แต่ยังไม่ถึง
เราก็ต้องอยู่กับปัจจุบัน ไม่ต้องไปบ่นหรือหมดกำลังใจในการเดินทาง เดินทางต่อไปท่าน ด้วยความเพียรในปัจจุบันถ้าเราอยู่กับปัจจุบันได้ จะไม่เหนื่อยหน่าย
ไม่ท้อแท้ ไม่ท้อถอย ไม่หมดกำลังใจ
อย่างนี้จุดหมายปลายทางอยู่แค่เอื้อม
แต่ถ้าไปมุ่งที่จุดหมายปลายทาง อาจทำให้ท้อได้
และก็จะยิ่งห่างออกไปจากเป้าหมายทุกๆ ขณะ
พอกันทีกับการที่ทำอะไรแล้วใจมุ่งอยู่ที่เป้าหมายมากเกินไป
กลายเป็นทุกข์เพราะการรอคอย
ทุกข์เพราะการยังไม่บรรลุถึงเป้าหมาย
ถ้ายังทุกข์อยู่อย่างนี้ ถ้าเฝ้ารอคอยอยู่อย่างนี้
รับรองว่าไม่มีวันที่จะถึงจุดหมายปลายทางได้
เหตุสมควรทุกข์เพราะการรอคอยไม่มีในโลก
และเหตุสมควรทุกข์เพราะการยังไม่ประสบความสำเร็จก็ไม่มีในโลกเช่นเดียวกัน…………………………………………………………
โปรดพิจารณาตามกำลังปัญญาของแต่ละคนนะจ้ะ
และขอขอบคุณอะไรก็ตามที่ทำให้ได้อ่านหนังสือเล่มนี้
